ABC April 2019 (Annapurna base camp)

“หิวข้าว!!!!!” เราตะโกนออกไปแบบนั้นเลย แต่ว่า Guide คงไม่รู้เรื่อง พอหิวหนักๆเข้า ตะโกนคำว่า ” I’m hungry” ที่นี่แหละรู้เรื่องเลย พอไปถึง MBC Big boss เดินมาถามว่าหิวข้าวมากมั้ย แหม่ไม่น่าถาม โวยวายมาเป็นชั่วโมงแล้วนะ Boss Big boss จัดซุปกระเทียมมาให้ แกบอกว่ามันช่วยปรับร่างกายให้ไม่เป็น AMS ได้ เราชอบกระเทียมมากๆ กินแล้วรู้สึกมีแรงขึ้นมาเลย พออิ่มจากซุปกระเทียมแล้ว เราก็พร้อมออกเดินทางไป ABC แล้ว ระหว่างทางฟ้าเปิดให้เราได้เห็นทั้ง Machhapuchhare ที่อยู่ด้านหลัง และ Annapurna south ที่อยู่ด้านหน้า เป็นภาพที่สวยมากๆ เมื่อได้เห็นภูเขาน้ำแข็งที่ยิ่งใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าแล้ว เรานึกในใจเลยว่า เรามาได้ถึงขนาดนี้เลยหรอวะ เรามีแรงขนาดนี้เลยหรอเนี่ย เรานี่ก็ยังแข็งแรงอยู่เนาะ คงไปได้อีกหลายที่ ฮ่าๆ เดินมาหลายวัน มันคุ้มมากๆ คุ้มกับการลงแรงไปจริงๆ เรากับเพื่อนๆ กระโดดโลดเต้นกันใหญ่ถ่ายรูปกันมุมโน้นมุมนี้ ถ่ายมาได้หลายรูปเลย ถ่ายไปถ่ายมา รู้สึกว่าเหนื่อยมากๆ หายใจแรงมากๆ ทำให้นึกขึ้นได้ว่าเรากำลังยืนอยู่ที่ความสูงมากกว่า 3700 m. แต่นั่นไม่ทำให้เราหยุดกระโดดโลดเต้นกัน เรายังคงถ่ายรูปกันอย่างเมามัน พวกลูกหาบของทีมเราทั้งหมด 8 คน ก็เดินมากับเราด้วย พวกนางวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน เล่นขว้างหิมะกัน ปีนขึ้นไปที่สูงๆ แล้วสไลด์ลงมาหาเราที่ด้านล่าง จากนั้นก็ขึ้นไปใหม่ ดูแล้วสดใสร่าเริงกันมากๆ แล้วตัดภาพมาที่เรา…เดินนิดเดียวหัวใจเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากร่าง เหนือยใจจะขาด การเม้าส์กับลูกหาบเป็นอะไรที่ตลกมากๆ ตัวจี๊ดเลยชื่อ ราเชนดร้า เป็นผู้ชายนะ นางอายุ 19ปีเอง อีก 7วัน (นับจากวันที่เราอยู่ MBC ) จะเป็นวันเกิดของนาง ฮ่าๆ บอกทำไมไม่รู้ แต่เราก็ HBD ไปล่วงหน้าเลย ราเชนดร้าตลกอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นคนสูงๆ ผอมๆ หน้าแกกว่าวัย ฮ่าๆๆ มองหน้าก็ตลกแล้ว มีช่วงนึงระหว่างที่กำลังเดินขึ้นไปABC ราเชนดร้าเดินนำหน้าเรา แล้วจู่ๆนางก็พูดว่า Uh huh แล้วก็พูดแบบนี้อีกหลายครั้ง ทั้งๆที่ไม่มีใครคุยกับนางเลย หรือความสูงจะทำให้นางเสียสติ ก็ไม่น่าใช่นะ ทนไม่ไหวแล้วนะ เลยตัดสินใจถามไปว่า Why you always say Uh-huh ? นางเลยตอบว่า Uh-huh ….. เราคือแบบ What??????? เนี่ยแหละความตลกของ ราเชนดร้า Machhapuchhare ใครตั้งใจจะมาที่นี่แล้วไม่รู้จักเขาลูกนี้นี่ถือว่าไม่ได้เป็นเซียนแฟนพันธ์แท้นะ เขาลูกนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า Fish Tale คือถ้ามองจากที่ไกลๆอย่างที่ Poonhill หรือที่ Pokhara จะเห็นเป็นรูปหางปลานั่นเอง พอได้เข้ามาใกล้ๆ หางปลามันขยายออกใหญ่มาก ถ้าเป็นปลาจริงๆ คงเป็นปลาตัวใหญ่มากๆ อาจจะใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ ทั้งเมืองเลยก็ได้ ตอนที่กำลังเดินขึ้นมา มีนักท่องเที่ยวจากเกาหลี เป็นลุงที่น่าจะอายุราวๆ 50 กว่าๆ พูดภาษาอักฤษไม่ได้ (เพราะเราถามแกไป แกไม่ตอบ) ทำแขนเป็นสัญลักษณ์กากบาท พร้อมกับทำปากเบะ จากนั้นก็ชี้ไปที่ท้องฟ้า แล้วก็ทำโบกมือเหมือนบ้ายบาย แต่ความหมายที่แกอยากจะบอกกับเราคือ อย่าขึ้นไปเลย ฟ้าไม่สวย ฟ้าปิด ซึ่งตอนนั้นมันก็ปิดจริงๆ แต่เชื่อมั้ยว่า หากเราเชื่อมั่นอะไรสักอย่างว่ามันจะเป็นไปได้ ถึงแม้เปอร์เซ็นความเป็นไปได้มันจะน้อยมากก็ตาม ผลลัพธ์สุดท้ายมันก็จะเป็นแบบที่เราเชื่อ ก่อนออกเดินทางจาก MBC ไปABC ฟ้าปิดมากๆ เมฆไหลมาตามช่องเขา จาก Deurali ปิดยอดเขาทุกลูกที่เราได้เห็นก่อนที่จะเดินมาถึง MBC กินข้าวก็แล้วแต่ฟ้าก็ยังไม่เปิดซักที เราเลยยกมือไหว้ ขอพรจาก Buddha ที่เราสร้างเป็นภาพพระพุทธเจ้าปางสมาธิขึ้นมาในหัว “ขอให้ฟ้าเปิดด้วยเถอะนะคะ ลูกมาที่นี่อาจจะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย เพราะกำลังทรัพย์ลูกมีเท่านี้ เปิดฟ้าให้ลูกด้วยเถอะนะคะ สาธุ ” ถ้าได้เห็นภาพที่เรายกมือพนมขอให้ฟ้าเปิดอาจจะขำได้ เราอาจจะดูเหมือนเป็นคนบ้า แต่เราก็เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าฟ้าจะเปิด หลังจากที่สวนกับคุณลุงเกาหลีแล้ว ไม่นานฟ้าก็เปิดให้เราได้เห็นทั้งยอด Machhapuchhare ทั้ง Annapurna south หรือแม้กระทั่ง ดวงอาทิตย์ ที่รู้สึกได้ว่าอยู่ใกล้เรามากๆ ดวงใหญ่มากจริงๆ รออะไรละ ถ่ายรูปกันสิเพราะอาจจะเปิดแค่ไม่กี่นาทีนี้ก็ได้นะ ทุกคนรีบถ่ายรูปกันใหญ่ รูปโน้นรูปนี้ ถ่ายไปเหนื่อยไป แต่ก็ไม่มีใครยอมใครเลย เนี่ยคือเราเอง กระโดดได้ไม่สูง เราอ้วน เข่าไม่ดี กางเกงรัดอีกต่างหาก ฮ่าๆๆๆๆ อย่างที่บอก ฟ้าอาจจะเปิดได้ไม่นาน จะถ่ายอะไรก็รีบถ่าย รีบมากจนลืมไปเลยว่าตั้ง Speed shutter ต่ำเกินไป ทำให้จับภาพขาและแขนไม่ทัน เบลอมาเลยเชียว ABC ชื่อเต็มๆคือ Annapurna Base Camp ความหมายก็ตามชื่อคือ เป็น Camp ที่ตั้งอยู่ที่ฐานหรือเชิงเขาของ Annapurna เขา Annapurna มีหลายลูกนะ แต่ก็จะมีชื่อเรียกลงท้ายต่างออกไป มี Annapurna I ,II, III และ South ทั้งหมดนี้รวมถึงยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกอย่าง Everest ก็ตั้งอยู่ในเทือกเขาที่มีชื่อว่า “หิมาลัย” เรื่องจริงนี้ใครไม่รู้ก็คงเป็นคนที่…….สุดๆ (อยากให้ช่วยเติมคำในช่องว่างให้หน่อย ^^ ) อีกสักรูปกับการโอบกอดเขา Annapurna south , ถ้าถามว่ารู้ได้ไงว่าเป็น South คำตอบคือก็ดูในแผนที่ไง ต้องขอบคุณเทคโนโลยี และบุคคลที่มาบุกเบิกที่นี่ มันทำให้คนรุ่นหลังอย่างเราๆ ทำอะไรได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ยิ่งสมัยนี้ทุกคนต่างก็มี Smart phone กัน การจะดาวน์โหลดแผนที่ที่เป็น off line ไว้ใช้ในที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพย์แบบนี้ มันเป็นเรื่องง่าย และควรทำเป็นอย่างยื่ง เพื่อน Mr.PK แนะนำให้โหลด Map.me มาใช้ซึ้งมันเป็น App ที่ดีมาก ดีตรง Off lineได้เนี่ยหละ และสามารถรู้ได้เลยว่าเราอยู่ที่ไหน ดีมากจริงๆ ถึงแล้ววววว ป้ายNamaste ในตำนาน ใครที่มาที่ ABC ต้องถ่ายกับป้ายอันนี้ให้ได้ ไม่งั้นมาไม่ถึง ต้องบอกเลยว่าคนมาที่นี่เยอะมากๆ กว่าเราจะได้ถ่ายรูปหมู่อย่างที่เห็น ต้องรอให้คนอื่นๆ เขาถ่ายให้อิ่มหน่ำก่อน ความรู้สึกตอนนั้นคือ กูทำอะไรลงไปวะ กูอยู่ที่ไหนว่ะเนี่ย กูมาที่นี่ได้ไง กูฝันป่าววะ มันเป็นอะไรที่ดีมากๆ รู้สึกภูมิใจในตัวเองยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูกเลย ได้แต่ถ่ายรูปแบบงงๆ ในหัวสมองว่างเปล่ามากๆ ตอบคำถามตัวเองไม่ได้ จะร้องไห้ก็ไม่มีน้ำตาเพราะมันหนาวมากๆ ฮ๋าๆ มันเป็นความสำเร็จที่ไม่อยากจะเชื่อว่าร่างกายในระดับ 0 m. จะขึ้นมายืนร่วมกับเพื่อนๆ ที่ความสูง 4130 m. ได้ ความกังวลที่พกมาด้วยก่อนเดินทางมาที่นี่ ได้หายไปหมดแล้ว และพร้อมที่จะเดินทางไปให้สูงกว่าเดิม เรากับเพื่อนๆ ใฝ่ฝันว่าอยากมานอนที่ ABC แต่ช่วงเดือนมีนาซึ่งเหลือเวลาอีก 1 เดือนก่อนออกเดินทาง มีข่าวออกมาว่า ABC โดนหิมะถล่มใส่บ้านพังทั้งหมด ซึ่งทำให้เราไปนอนที่นั่นไม่ได้ เราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมไปนอนไม่ได้ มันต้องมีที่ที่นอนได้บ้างสิ หรือไม่ก็ซ่อมสิ เหลือเวลาอีกตั้งเดือน ทำไมไม่ซ่อมล่ะ แล้วก็คอยถาม Big boss แทบจะทุกอาทิตย์เลยว่า บ้านซ่อมเสร็จยัง แต่คำตอบที่ได้คือ ยังไม่เสร็จ จนวันนี้ได้มาเห็นสภาพความเสียหายด้วยตาตัวเอง มันทำให้เราคิดใหม่เลย คิดว่า ฉันนอนที่นี่ไม่ได้หรอก ฮ๋าๆๆๆๆ ฉันไปนอนที่ MBC นั่นแหละดีแล้ว เพราะสิ่งที่เห็นอยู่มันเป็นแค่กองไม้กับสังกะสี แล้วจะให้ไปนอนตรงไหนได้ล่ะ น่าสงสารเขาเหมือนกันนะ บ้านที่อยู่กันมาตั้งหลายปีดันมาพังซะได้ คงใช้เวลาอีกไม่น้อยเลยในการที่จะทำให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิม หรือเป็น New ABC ก็ตามเถอะ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้กับเจ้าของบ้านทุกๆหลังนะคะ พวกเราพักกินน้ำชาร้อนๆกันที่บ้านหลังนึงซึ่งสภาพก็พังเหมือนกัน แต่ก็พอจะเข้าไปนั่งกินชาได้อยู่ ที่พักเนี่ยก็เพราะรอให้ฟ้าเปิด แต่คงหมดเวลาสนุกแล้วสิ วันนี้คงทำได้ดีแค่นี้แหละ พรเราคงหมดแล้ว นั่งพักจนกินน้ำชาหมดแก้ว Guide ชวนไปดู Glacier อ่ะไปก็ไปเดินผ่าน Guest house ที่พักมาอีกไม่ไกลก็เจอกับธารน้ำแข็งหรือว่า Glacier ขนาดใหญ่มากๆ ถ้าละลายทั้งหมด เมืองปลายน้ำอาจจะกลายเป็นทะเลสาบได้เลย เราขอยกให้เป็น the Great Glacier เลยแล้วกัน แต่จริงๆแล้วที่นี่มีชื่อว่า South Annapurna Glacier ถ้าดูจากแผนที่ Glacier นี้ทอดตัวยาวถึง Annapurna I เลยนะ ธรรมชาติยิ่งใหญ่เสมอ เช้าวันสุดท้ายที่ Kathmandu ก่อนจะกลับไทย เราตื่นแต่เช้ากินข้าวเช้า แล้วไปเดินเล่นที่ตลาด Asan Market ต้องบอกก่อนเลยว่าที่นี่โคตรวุ่นวายเลย ถนนมีทั้งคน และรถ แม้แต่ในตรอกเล็กๆ คนเนปาลก็ยังสามารถขับรถเข้าไปได้ ขอคารวะในความสามารถพิเศษนี้ แต่ในเมื่อมีรถ ก็กลัวว่ารถจะไปชนคน คนขับก็เลยบีบแตรเพื่อส่งสัญญาณบอกให้รู้ว่า “มีรถมานะ หลบหน่อยๆ” และไม่ได้บีบแค่ครั้ง 2 ครั้ง บีบจนกว่าคนจะหลบทางให้ บีบตลอดทางเลยก็ว่าได้ และบีบกันทุกคัน ถ้ามาทำแบบนี้ในไทยคงลงมาทะเลาะกันไปแล้ว #Asan #Market ให้อารมณ์เหมือนตลาดสดบ้านเรา ต่างกันตรงที่พ่อค้าแม่ค้าจะเป็นคนติดดิน หมายถึงวางของขายกันแบบติดดินกันไปเลย ทั้งผักสดไปจนถึงเสื้อผ้า ส่วนราคาก็อยู่ในระดับติดดินเหมือนกัน ไม่ต้องเสียเวลาต่อราคาให้เหนือยเหมือนใน Thamel อย่างที่บอกว่าขายของกันติดดิน แม้แต่ร้านน้ำชาเองก็เถอะ นางก็นั่งขายกันแบบติดดินเลย ลูกค้าที่มากินก็นั่งเก้าอี้เล็กๆ เหมือนที่บ้านเราเอาไว้นั่งซักผ้า ไหนๆ ก็มาแล้วลองชิมซักหน่อย “3 cups of tea please” คนละแก้วกับเพื่อนอีก 2 คน กรรมวิธีในการชงเท่าที่ดูแล้วไม่น่ายาก แม่ค้านางตักจากอีกหม้อนึงไปอีกหม้อนึง แล้วก็คนๆๆๆๆๆ แล้วก็ตักมาเพิ่มอีกจากอีกหม้อนึง แล้วก็คนๆๆๆๆ แล้วก็ตักจากอีกหม้อนึงแล้วก็คนๆๆๆๆ โอ้ยยยย งงมั้ยล่ะ ไม่ยากแต่งงมาก ระหว่างรอชาได้นั่งข้างๆหนุ่มเนปาล เลยได้คุยกันนิดหน่อย เป็นคำถามทั่วไปที่เขาสนใจอยากจจะรู้จากชาวต่างชาติอย่างเราว่า เรามาจากไหน ‘Are you come from Malaysia?’ ‘I come from Thailand’ หลายๆคนที่นี่เดาว่าเราเป็นคนมาเลเซียกัน แต่บางคนก็เดาถูกว่าเราเป็นคนไทย เพราะหน้าตาคล้ายกับคนเนปาล ไม่สมเหตุสมผลเลย แต่ก็เดาได้ถูกต้อง ถึงตาคนต่างชาติถามบ้างล่ะ ‘Are you going to work?’ ‘Yes’ ห๊ะ!!!! นี่มันจะสิบโมงแล้วนะ บ้านคุณเริ่มงานกันกี่โมงเนี่ย ยังมานั่งจิบชากันอยู่ได้ ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนบ้านเราป่านนี้แล้ว ต้องนั่งรายงานความคืบหน้าของงานอยู่แน่ๆ และแล้วชาก็มา มันมีชื่อว่า Masala Tea เป็นชาที่ให้ความรู้สึกว่า ฉันมาถึงเนปาลแล้ว รสชาตินุ่มๆละมุนลิ้น มีกลิ่นหอมของชาและเครื่องเทศเบาๆ และมีอีกกลิ่นนึงที่ไม่น่าจะเข้ากับชานมได้ก็คือขิง แต่มันเข้ากันได้ดีมากๆๆๆเลย ชาแก้วนี้ราคา 20 Rs หรือ 6 บาทเท่านั้นเอง ฟินกันไปStyle เนปาล จริงๆแล้ว Masala Tea ต้องกินกับ Gwaramari แต่เราดันมากินทีหลัง แต่ก็อร่อยเหมือนกันนะ Gwaramari เป็น รสชาติเหมือนปาท่องโก๋บ้านเรา แต่ Gwaramari มีหลายรสชาติใน 1 มิติ คือ มิติที่หวาน มีแบบไม่หวาน มีแบบหวานน้อย หวานมาก หวานมีเกร็ดน้ำตาลอยู่ด้านบน ฮ๋าๆๆๆ รวมๆแล้วก็เหมือนปาท่องโก๋อ่ะ เป็นขนมชนิดเดียวในเนปาลที่มีความชุ่มฉ้ำของน้ำมันอยู่ในขนม นอกนั้นแห้งมากๆ แม้แต่ขนมเค้ก แต่มันคงอร่อยในแบบเนปาลอ่ะ คนไทยอย่างเราเข้าไม่ถึงจริงๆ ฮ่าๆๆๆๆ Budda Stupa เห็นแล้วอาจจะนึกถึง Monkey Temple หรือ Boudha Stupa ที่มี Stupa ที่มีขนาดใหญ่ ตั้งอยู่เป็นจุดเด่นของวัด แต่ Stupa ในรูปนี้ตั้งอยู่ในย่านชุมชน ทางเข้าเป็นตรอกเล็กๆ ดูแล้วไม่น่าจะเดินเข้าไปแล้วเจอ Stupa ได้ แต่พอเดินเข้าไปแล้วก็ ว้าว ไม่ต้องนั่งรถไปไกล เราก็เจอ Buddha Stupa ได้ พอเข้าไปแล้วได้แต่ยกมือไหว้แล้วเดินออกมา เพราะไม่เข้าใจพิธีกรรมของเขาว่าต้องทำไงบ้าง แต่ก็อุ่นใจที่อย่างน้อยก็ได้ศักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ชมบรรยากาศการเดินทางของพวกเราได้ใน Youtube ตามลิงค์ด้านล่างนะ มี 4 EP ละเอียดมาก และติดตามรูปสวยๆ (มั่ง) ของพวกเราได้ที่ https://www.facebook.com/Wideworldphotograpgy/

Share this post

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email